ข่าว

JWD สุดแกร่ง กำไรสุทธิไตรมาส 3/58 เติบโตก้าวกระโดด 114% หลังขยายพื้นที่คลังสินค้าห้องเย็นพร้อมรุกให้บริการ On-Site Service ให้อุตฯ ยานยนต์

Back10 พฤศจิกายน 2558

JWD ผู้นำธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ภาคพื้นดินอย่างครบวงจร โชว์ผลประกอบการไตรมาส 3/58 โดดเด่น ทำกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทฯ ใหญ่ได้ 87 ล้านบาท เติบโต 114% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา รับอานิสงส์ขยายพื้นที่คลังสินค้าห้องเย็นเพิ่มขึ้นอีก 1 อาคาร พื้นที่ 4,000 ตรม. พร้อมรุกขยายธุรกิจให้บริการจัดการรถยนต์แบบ On-Site Service ภายในบริเวณลานจุดจอดพักรถของผู้ผลิตยานยนต์ หนุน 9 เดือนแรกทำกำไรสุทธิ 243 ล้านบาท ด้านผู้บริหารมั่นใจผลประกอบการปีนี้ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 2 หลัก ระบุการลงทุนปรับปรุงพื้นที่ศูนย์กระจายสินค้าในเขตพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบังและโครงการก่อสร้างคลังสินค้าในประเทศเพื่อนบ้านคืบหน้าตามแผนงาน คาดเริ่มทยอยรับรู้รายได้จากโครงการต่างประเทศได้ภายในครึ่งปีแรกของปี 59

ดร.เอกพงษ์ ตั้งศรีสงวน กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการด้านโลจิสติกส์ภาคพื้นดินอย่างครบวงจร เปิดเผยถึงผลการประกอบการในช่วงไตรมาส 3/58 (กรกฎาคม-กันยายน) ว่า บริษัทฯ สามารถสร้างอัตราการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทฯ ใหญ่ ซึ่งสามารถทำได้ 87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 114% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 605 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีก่อน

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 3/58 ที่เติบโตอย่างโดดเด่น เป็นผลมาจากการลงทุนขยายพื้นที่คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิแช่เย็นและแช่แข็ง (คลังสินค้าห้องเย็น) ที่ตำบลมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร เพิ่มขึ้นอีก 1 อาคาร มีพื้นที่ 4,000 ตารางเมตร ซึ่งแล้วเสร็จตั้งแต่ต้นไตรมาส 3 โดยมียอดอัตราการเช่าพื้นที่กว่า 80% และธุรกิจให้บริการรับฝากและบริหารสินค้าอันตรายได้ติดตั้งเครนขาสูงแล้วเสร็จ 2 ตัว จากทั้งหมด 4 ตัว เพื่อใช้ทดแทนรถ Reach Stacker ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการจัดเรียงตู้คอนเทนเนอร์สินค้าอันตราย รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างกำไรจากธุรกิจของบริษัทฯ ที่ดียิ่งขึ้น

ขณะที่ธุรกิจรับฝากและบริหารสินค้ายานยนต์ ได้ขยายการให้บริการจัดการรถยนต์เชิงรุกแบบ On-Site Service โดยเข้าไปให้บริการถึงบริเวณพื้นที่ลานจอดพักรถของผู้ผลิตยานยนต์และธุรกิจรับส่งสินค้า มีการให้บริการขนส่งสินค้าข้ามแดน (Cross Border) และการให้บริการขนส่งรถยนต์ (Car Carrier) เติบโตมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ช่วยสนับสนุนการทำกำไรขั้นต้นที่ดี ประกอบกับผลประกอบการไตรมาส 3/57 มีการรับรู้ประมาณการหนี้สินทางบัญชี มีผลทำให้ผลประกอบการเปรียบเทียบระหว่างไตรมาสมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ทั้งนี้ จากผลประกอบการไตรมาส 3 ดังกล่าว ส่งผลดีต่อการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้ (มกราคม-กันยายน) โดยบริษัทฯ มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทฯ ใหญ่ ทั้งสิ้น 243 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 94% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และมีรายได้รวม 1,778 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JWD กล่าวว่า เป้าหมายดำเนินงานในปีนี้ คาดว่าจะผลประกอบการจะเติบโตเป็นเลข 2 หลัก เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่มีรายได้รวม 2,284 ล้านบาท เนื่องจากพื้นฐานธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งรองรับการให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ลูกค้าให้ความไว้วางใจในการเข้ามาใช้บริการด้านโลจิสติกส์ของ JWD เพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ปี 2559 คาดว่าบริษัทฯ ยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งไว้ได้ โดยยังมีอีกหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการลงทุน เช่น โครงการปรับปรุงพื้นที่ศูนย์รวมการเก็บและกระจายสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ในเขตพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง มีพื้นที่ 9,000 ตร.ม.และโครงการการปรับปรุงศูนย์กระจายสินค้าอันตราย มีพื้นที่คลังสินค้า 6,000 ตร.ม. ซึ่งทั้ง 2 โครงการจะเริ่มเปิดให้บริการได้ภายในช่วงครึ่งปีแรก 2559

ส่วนความคืบหน้าการลงทุนคลังสินค้าทั่วไปและสินค้าควบคุมอุณหภูมิแช่เย็นและแช่แข็งในประเทศเพื่อนบ้านนั้น คาดว่า ในเมียนมาร์จะเริ่มเปิดให้บริการได้ภายในเดือนธันวาคมนี้ ส่วนใน สปป.ลาวและกัมพูชา อยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้ภายในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2559 ซึ่งโครงการในต่างประเทศนั้นจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้ภายในครึ่งปีแรกของปีหน้า

“เราคาดว่าผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง จากการขยายการลงทุนของเราทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดี จากปัจจัยการเปิด AEC ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทยเพื่อใช้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค ซึ่งจะช่วยให้ โลจิสติกส์กลายเป็นธุรกิจดาวรุ่งที่มีอนาคตสดใส” นายชวนินทร์ กล่าว