ข่าว

JWD ชูธุรกิจบริหารสินค้าอันตราย-ยานยนต์-ขนส่งสินค้าข้ามแดนดันรายได้ มั่นใจผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังฟื้นตัวหนุนปี 59 เติบโตไม่น้อยกว่าปีก่อน

Back12 พฤษภาคม 2559

JWD มั่นใจครึ่งปีหลังฟื้นตัว ชูธุรกิจรับฝากและบริหารสินค้าอันตราย บริหารยานยนต์เชิงรุกและรับขนส่งสินค้าข้ามแดนช่วยผลักดันผลการดำเนินงานปี 59 เติบโตไม่น้อยกว่าปีก่อน แม้รายได้ไตรมาสแรกที่ผ่านมาชะลอตัว เหตุจากปิดปรับปรุงพื้นที่รับฝากและบริหารชิ้นส่วนยานยนต์ในเขตพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง เป็นศูนย์กระจายสินค้าเคมีภัณฑ์และศูนย์รวมในการเก็บและกระจายสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ และธุรกิจบริหารสินค้าอันตรายและเคมีภัณฑ์ที่มีปริมาณนำเข้า-ส่งออกสินค้าปรับลดลงในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ แต่กลับมาฟื้นตัวแล้วในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ด้านผู้บริหารระบุเดินหน้าลงทุนขยายธุรกิจในไทยและอาเซียนต่อเนื่อง ไตรมาส 2-3 นี้เตรียมเปิดบริการศูนย์กระจายสินค้าเคมีภัณฑ์ ศูนย์รวมการเก็บและกระจายสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ในเขตท่าเรือแหลมฉบัง และเปิดคลังสินค้าทั่วไปและสินค้าควบคุมอุณหภูมิแช่เย็นและแช่แข็งที่กัมพูชา ช่วยดันรายได้ครึ่งปีหลัง

ดร.เอกพงษ์ ตั้งศรีสงวน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการด้านโลจิสติกส์ภาคพื้นดินอย่างครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัทฯ คาดการณ์ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/59 (เมษายน-มิถุนายน) มีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากความต้องการด้านโลจิกติกส์ในภาคอุตสาหกรรมการนำเข้า-ส่งออกที่ดีขึ้นและการขยายการลงทุนของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง จึงมั่นใจว่าผลการดำเนินงานปี 2559 จะมีอัตราเติบโตไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา โดยธุรกิจหลักที่มีแนวโน้มเติบโตที่ดี ได้แก่ ธุรกิจรับฝากและบริหารสินค้าอันตรายและเคมีภัณฑ์ ธุรกิจรับฝากและบริหารยานยนต์ที่มุ่งให้บริการเชิงรุกแบบ On-Site Service ภายในพื้นที่โรงงานของลูกค้าเพิ่มขึ้นและธุรกิจขนส่งสินค้าข้ามแดนที่คาดว่าขยายตัวแบบก้าวกระโดด ซึ่งจะช่วยผลักดันรายได้รวมในปีนี้เติบโต หลังจากไตรมาส 1/59 บริษัทฯ มีรายได้รวม 549.3 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 46 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกที่ชะลอตัว ส่วนหนึ่งเกิดจากบริษัทฯ ตัดสินใจนำพื้นที่บริการรับฝากและบริหารชิ้นส่วนยานยนต์ภายในเขตพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ที่สิ้นสุดสัญญาให้บริการรับฝากสินค้า มาปรับปรุงเป็นโครงการศูนย์กระจายสินค้าเคมีภัณฑ์ (JCS : JWD Chemical Supply Chain) มีพื้นที่ 6,900 ตารางเมตร และโครงการศูนย์รวมในการเก็บและกระจายสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ (LCL Consolidate Hub) พื้นที่ 9,100 ตารางเมตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการสินค้าและอัตราการทำกำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น ส่วนธุรกิจรับฝากและบริหารสินค้าอันตรายมีรายได้ลดลงบ้างในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ เนื่องจากจากปริมาณการนำเข้า-ส่งออกสินค้าอันตรายและเคมีภัณฑ์ที่ผ่านเข้า-ออกพื้นที่เขตท่าเรือแหลมฉบังชะลอตัว คาดว่าเป็นผลมาจากผู้นำเข้าและส่งออกรอดูสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงซึ่งจะมีผลต่อราคาวัตถุดิบ อย่างไรก็ตามในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาปริมาณการนำเข้าสินค้ากลับมาเพิ่มขึ้นในระดับปกติและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้

“ถึงแม้ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกที่ผ่านมาชะลอตัวลง แต่ถ้าพิจารณารายได้จากกลุ่มธุรกิจรับฝากและบริหารยานยนต์ที่รุกให้บริการแบบ On-Site Service ภายในพื้นที่โรงงานของลูกค้าและธุรกิจขนส่งสินค้าข้ามแดน ยังมีอัตราเติบโตที่ดีและมีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น เราจึงมั่นใจว่าภาพรวมผลการดำเนินงานปีนี้จะเติบโตไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากเรามีโครงการลงทุนด้านโลจิสติกส์และคลังสินค้าทั้งในไทยและอาเซียน ที่จะทยอยเปิดให้บริการและสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ ในครึ่งปีหลัง ประกอบกับการเปิด AEC จะส่งผลดีต่อธุรกิจขนส่งสินค้าข้ามแดนขยายตัวอย่างโดดเด่น” ดร.เอกพงษ์ กล่าว

นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JWD เปิดเผยว่า ในปีนี้ JWD จะเดินหน้าขยายธุรกิจให้บริการด้านโลจิสติกส์ในไทยและอาเซียนต่อเนื่อง โดยโครงการศูนย์กระจายสินค้าเคมีภัณฑ์และโครงการศูนย์รวมในการเก็บและกระจายสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ในเขตพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง จะแล้วเสร็จพร้อมให้บริการในไตรมาส 3 นี้ ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

ส่วนในต่างประเทศบริษัทฯ เตรียมเปิดบริการคลังสินค้าทั่วไปและสินค้าควบคุมอุณหภูมิแช่เย็นและแช่แข็งในประเทศกัมพูชาในไตรมาส 3 นี้ มีพื้นที่ 3,440 ตารางเมตร คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีอัตราเช่าพื้นที่ 50% ของทั้งหมด นอกจากนี้มีแผนขยายการลงทุนในไทยและอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งรูปแบบการเจรจาร่วมทุน การเข้าควบรวมกิจการและการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานปี 2559 และการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจในต่างประเทศเป็น 25% ภายในปี 2563 จากปัจจุบันอยู่ที่ 8% เพื่อก้าวสู่ผู้นำธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ในอาเซียน