ข่าว

JWD เร่งดันการเติบโตธุรกิจ ‘ให้บริการขนย้ายบ้าน-ออฟฟิศ' เตรียมรุกเพิ่มพื้นที่ห้องเก็บของให้เช่า (Self-Storage) ในเมืองขยายฐานลูกค้ากลุ่ม B2C รับเทรนด์ผู้บริโภคพร้อมจ้างมืออาชีพเพื่อความสะดวกสบาย

Back26 มิถุนายน 2560

JWD ผู้นำธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ภาคพื้นดินอย่างครบวงจร เร่งดันรายได้จากธุรกิจให้บริการขนย้ายเติบโต รับเทรนด์ผู้บริโภคพร้อมจ้างมืออาชีพเข้ามาดำเนินการแทนเพื่อความสะดวกสบาย เดินเกมขยายฐานลูกค้าจากกลุ่ม B2B สู่ B2C เพิ่มขึ้น หลังเพิ่มบริการให้เช่า ‘ห้องเก็บของส่วนตัว’ (Self-Storage) และ ‘รับฝากสินค้ารายกล่อง’ (Box-Storage) เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการพื้นที่เก็บของหรือผู้อยู่อาศัยคอนโดฯ ที่มีพื้นที่เก็บของไม่เพียงพอ เตรียมลงทุนเพิ่มพื้นที่ให้บริการในเมืองอีก 3-5 แห่งภายใน 2-3 ปีข้างหน้า พร้อมพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้บริการลูกค้า

นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD ผู้นำธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ภาคพื้นดินอย่างครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัทฯ มองเห็นโอกาสเติบโตของธุรกิจให้บริการขนย้ายที่ดำเนินการโดย บริษัท เจวีเค อินเตอร์เนชั่นแนล มูฟเวอรส์ จำกัด ในเครือของ JWD เนื่องจากเทรนด์ของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเลือกใช้บริการบริษัทรับขนย้ายสิ่งของที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาดำเนินการเพื่อความสะดวกสบาย ดังนั้น JWD จึงขยายบริการขนย้ายเพิ่มเติมเพื่อช่วยผลักดันยอดขายของกลุ่ม JWD ในปีนี้ให้เติบโตไม่ต่ำกว่า 7% โดยในปีที่ผ่านมาบริษัท JVK มียอดขายรวม 256 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 11.5% ของรายได้รวมทั้งกลุ่ม

ทั้งนี้ JWD ถือเป็นผู้ประกอบการรายแรกๆ ที่ดำเนินธุรกิจให้บริการขนย้ายสิ่งของในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2522 โดยเริ่มต้นจากการรับขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ให้แก่บุคลากรในสถานทูตที่เข้ามาประจำในประเทศไทยและต้องเดินทางกลับประเทศ และได้ขยายไปสู่การให้บริการขนย้ายอย่างครบวงจรทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ 1.การให้บริการขนย้ายเครื่องเรือนและของใช้ในบ้านเรือน ซึ่งบริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจาก บมจ. แลนด์ แอนด์ เฮาส์ เป็นผู้ให้บริการขนย้ายเครื่องเรือนและของใช้ในบ้านเรือนของลูกค้าที่ซื้อบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮมในโครงการของ แลนด์ แอนด์ เฮาส์ ที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2.บริการขนย้ายอุปกรณ์สำนักงาน 3.บริการรับบรรจุหีบห่อ ทำลังไม้และขนย้ายเครื่องจักรหนัก ที่ต้องใช้ผู้ชำนาญการและอุปกรณ์รถยก เครื่องมือแบบพิเศษ เช่น กระเช้าสำหรับของที่ต้องเจาะผนังอาคารเพื่อนำขึ้นลงจากอาคารสูง และ 4. บริการขนย้ายเครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์การแพทย์ สิ่งของนวัตกรรมต่างๆ ที่นำมาจัดแสดงในงานแสดงสินค้า รวมถึงการบรรจุหีบห่อ ขนย้ายศิลปวัตถุ และโบราณวัตถุที่ประเมินค่าไม่ได้ ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและวิธีการเฉพาะในการขนย้าย โดยมีฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นองค์กรธุรกิจหรือหน่วยงานราชการ เช่น งานเมทัลเล็กซ์ งานย้ายศูนย์ราชการ งานย้ายวัตถุโบราณของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เป็นต้น โดยปัจจุบันมี 4 สาขาในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์และเวียดนาม) และมีสำนักงานขาย 32 แห่งในต่างประเทศที่ครอบคลุมทุกทวีป

สำหรับแนวทางการเติบโตของธุรกิจให้บริการขนย้ายในปีนี้ จะมาจากการให้บริการขนย้ายเครื่องจักรทั้งในและต่างประเทศที่น่าจะขยายตัวได้ดี หลังจากผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ยังคงขยายฐานการผลิตทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการขยายฐานการผลิตในกลุ่มประเทศ CLMV เช่น ภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมอาหาร ส่วนการให้บริการขนย้ายงานแสดงสินค้าและงานศิลปะก็คาดว่าจะมีการเติบโตที่ดีเช่นกัน เนื่องจากมีตารางการจัดงานที่อิมแพ็ค เมืองทองธานีและไบเทค บางนาเต็มตลอดทั้งปี ประกอบกับจำนวนผู้เข้าร่วมจัดงานแสดงสินค้าที่เพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่องานให้บริการขนย้าย

“จุดเด่นที่แตกต่างของบริษัทฯ คือ สามารถส่งมอบบริการที่มีมาตฐานสูง โดยอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ เช่น การใช้ระบบบาร์โค๊ดเพื่อตรวจเช็ครายการสินค้า การติดป้ายสัญลักษณ์เพื่อแบ่งแยกสิ่งของในแต่ละแผนกของออฟฟิศได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ บริษัทฯ ผ่านการรับรองมาตฐานคุณภาพ ISO และเป็นสมาชิกองค์กร FIDI หรือสมาคมผู้ให้บริการขนย้ายระหว่างประเทศ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราเน้นเรื่องคุณภาพการบริการที่ใส่ใจ แม่นยำและตรงต่อเวลา จึงมักจะได้งานจากการแนะนำและบอกต่อของลูกค้าที่เคยใช้บริการและประทับใจในการให้บริการของเรา” นายชวนินทร์ กล่าว

ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JWD กล่าวว่า ล่าสุด บริษัทฯ ได้วางแผนเพิ่มรายได้ โดยเตรียมลงทุนขยายพื้นที่ห้องเก็บของให้เช่า (Self-Storage) และบริการรับฝากสินค้ารายกล่อง (Box-Storage) ในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในอีก 3-5 แห่ง ภายในระยะเวลา 2-3 ปีนับจากนี้ เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่มีจำนวน 1 แห่ง ตั้งอยู่บนถนนกรุเทพกรีฑา จำนวน 80 ห้อง เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่พักอาศัยในคอนโดมิเนียมหรือเช่าอพาร์ตเมนต์ที่ไม่มีพื้นที่จัดเก็บสิ่งของเพียงพอ หรือเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ อาทิ ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซที่ต้องการพื้นที่จัดเก็บสต็อกสินค้า นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อให้ลูกค้าติดต่อขอใช้บริการ ชำระเงิน การขอรับสินค้า ซึ่งมั่นใจว่าด้วยแนวทางการดำเนินงานดังกล่าวในปีนี้ จะทำให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นและช่วยผลักดันการเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

“ธุรกิจนี้มีแนวโน้มการเติบโตได้ดีและมีค่าเช่าเฉลี่ยสูงกว่าคลังสินค้าทั่วไป ปัจจุบันมีอัตราใช้พื้นที่เฉลี่ยต่อเดือนที่ 70% โดยคิดค่าบริการเช่าห้องเก็บของส่วนตัวเริ่มต้นที่ 3,000-10,000 บาทต่อเดือน สำหรับห้องเก็บของขนาด 4-30 ตารางเมตร ซึ่งมีการกั้นพื้นที่ห้องเก็บของเป็นสัดส่วนและใช้วัสดุก่อสร้างที่ป้องกันไฟลุกลาม ขณะที่ลูกค้าสามารถเข้า-ออกได้ตลอด 24 ชั่วโมงและควบคุมความปลอดภัยด้วยระบบคีย์การ์ด โดยปัจจุบันได้จัดแคมเปญส่งเสริมการขายสำหรับลูกค้าที่เช่าระยะยาว 1 ปี จะได้เช่าฟรีอีก 1 เดือน ส่วนบริการรับฝากสินค้ารายกล่อง คิดค่าบริการเริ่มต้นที่ 250 บาทต่อกล่องต่อเดือน และมีส่วนลดค่าบริการเริ่มต้นเหลือ 125 บาทต่อกล่องต่อเดือนสำหรับลูกค้าที่ใช้บริการระยะยาวตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป” นายชวนินทร์ กล่าว