ข่าว

JWD เปิดแผนธุรกิจธุรกิจปี 61 รุกลงทุนขยายเครือข่ายในต่างประเทศดันการเติบโต 10% ประกาศเซ็นสัญญาซื้อขายหุ้น "ฟู๊ดใหญ่ในไต้หวัน" ยกระดับสู่ Regional Food Supply chain

Back29 มีนาคม 2561

‘เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์’ หรือ JWD หนึ่งในผู้นำธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ภาคพื้นดิน ทางเรือและทางอากาศอย่างครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน เปิดแผนธุรกิจปี 2561 ตั้งเป้ารายได้เติบโต 10% ชู 4 กลยุทธ์หลักมุ่งพัฒนา Network, Operation, IT, และ Human Resource เพื่อเพิ่มศักยภาพองค์กรฯ เน้นการสร้างเครือข่ายและเพิ่มมูลค่าผ่านบริการที่ครอบคลุมทั้งระบบซัพพลายเชนหรือการจัดการตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการโลจิสติกส์ เพื่อยกระดับสู่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์โซลูชั่นและซัพพลายเชนระดับอาเซียน (Regional Supply Chain Management) ล่าสุด ตกลงเซ็นสัญญาซื้อขายหุ้นเพื่อเข้าถือหุ้นใน CSLF ผู้ประกอบการธุรกิจให้บริการด้านอาหาร (Food Service) ในประเทศไต้หวัน เป็นเจ้าของแบรนด์อาหารกลุ่มแช่แข็งพร้อมทาน ตัวแทนนำเข้าแบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารจากต่างประเทศและตัวแทนจำหน่าย มุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการซัพพลายเชนสำหรับอุตสาหกรรมอาหารในภูมิภาคอาเซียน (Regional Food Supply Chain Service) เริ่มตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบสำหรับลูกค้า กระบวนการแปรรูปและการผลิต การจัดเก็บสินค้า การขนส่งกระจายสินค้า รวมไปถึงเป็นตัวแทนการนำเข้าส่งออกสินค้าเกี่ยวกับอาหาร (Brand Representative) เป็นต้น จากเดิมที่ให้บริการรับฝากสินค้าแช่เย็นแช่แข็งและขนส่งเป็นหลัก เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันและช่วยลดความเสี่ยงด้วยการมีฐานสินค้าอยู่ในมือ

นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD หนึ่งในผู้นำธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ภาคพื้นดิน ทางเรือและทางอากาศอย่างครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน เปิดเผยว่า ปี 2561 ได้วางแผนขยายธุรกิจในไทยและต่างประเทศเพื่อยกระดับสู่การเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์โซลูชั่นและซัพพลายเชนระดับอาเซียน ตั้งเป้าสร้างรายได้เติบโตจากปีก่อน 10% โดยได้วางกลยุทธ์หลัก 4 ส่วนที่จะขับเคลื่อนธุรกิจ ประกอบด้วย 1.Network หรือการขยายเครือข่ายธุรกิจโลจิสติกส์ให้ครบทั้งซัพพลายเชนและครบทุกโหมดการขนส่ง 2.การจัดตั้ง Operation Excellence Team เพื่อพัฒนาบริการโลจิสติกส์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกบริษัทในเครือทั้งในและต่างประเทศ 3.ระบบ IT โดยจะยกระดับเทคโนโลยีด้านไอทีเพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการโลจิสติกส์ที่สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 4. Human Resource โดยการเสริมทีมงานและการพัฒนาบุคลากรเพื่อพัฒนาองค์กรสู่การเป็น Employer of Choice หรือองค์กรในฝัน ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ ได้บุคลากรที่มีความสามารถและพรสวรรค์เข้ามาร่วมงาน

ทั้งนี้ บริษัทฯ ตั้งงบลงทุนรวมในปี 2561 ประมาณกว่า 2,500 ล้านบาท เพื่อขยายการลงทุนใหม่และขยายธุรกิจที่ดำเนินการในปัจจุบัน ล่าสุด JWD ตกลงเซ็นสัญญาซื้อขายหุ้นกับ CSLF ซึ่งเป็นบริษัทฯ ในประเทศไต้หวันที่ดำเนินธุรกิจให้บริการด้านอาหาร (Food Service) ทั้งผู้ผลิต ตัวแทนนำเข้าและตัวแทนจัดจำหน่าย ในปี 2560 CSLF มีรายได้ประมาณ 589 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิประมาณ 20.7 ล้านบาท และตั้งเป้าเติบโตในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 15% โดย JWD จะเข้าถือหุ้น 60% ใน CSLF ใช้เงินลงทุน 160 ล้านบาท เพื่อรุกสู่การจัดการซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมอาหารตั้งแต่ต้นทาง ซึ่ง CSLF มีความแข็งแกร่งด้านการทำ food service จากฐานซัพพลายเออร์อาหารที่มีอยู่ทั่วโลก รวมถึงเชนธุรกิจร้านอาหารและร้านค้าปลีกอาหาร สามารถขยายตลาดสำหรับฐานลูกค้าทั้งในไทยและอาเซียน โดยอาศัย JWD เป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์และฮับในการกระจายสินค้าภายในภูมิภาคอาเซียน (Multi-Country Consolidation) คาดว่าจะสามารถชำระเงินและโอนหุ้นเสร็จภายในเดือนเมษายนนี้

บริษัทฯ มองภาพรวมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในภูมิภาคมีแนวโน้มเติบโตอีกมาก ตั้งเป้าขยายการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มเติมอีก 2 ประเทศภายในปี 2561 จากปัจจุบันที่มีฐานธุรกิจโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียนครบ 5 ประเทศ ไดแก่ ลาว กัมพูชา พม่า อินโดนีเซียและประเทศไทย สำหรับกลุ่มอาหารและห้องเย็นซึ่งตลาดกำลังเติบโต บริษัทฯ มีแผนเปิดให้บริการคลังห้องเย็นเพิ่มเติมในประเทศเวียดนาม ภายในไตรมาสสองปีนี้ นอกจากนี้ มีแผนขยายการลงทุนห้องเย็นเพิ่มเติมในเมืองจากการ์ต้าและเมืองสุราบายาภายในปีนี้ หลังจากเมื่อปลายปีที่ผ่านมา JWD ร่วมมือกับกลุ่ม Samudera ผู้ประกอบธุรกิจสายการเดินเรือรายใหญ่จากประเทศอินโดนีเซีย จัดตั้งบริษัทร่วมทุนและเข้าซื้อหุ้น 67% ในบริษัท Adib Cold Logistics หรือ ACL ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจห้องเย็นและขนส่งสินค้าในเมืองจาการ์ต้า นอกจากนี้กลุ่ม CLM เดิมที่บริษัทฯ ได้เปิดดำเนินการไปก่อนหน้านี้ มีแผนขยายการลงทุนเพิ่มเติมในบริษัทท้องถิ่นขนาดใหญ่เกี่ยวกับการให้บริการโลจิสติกส์ภาคพื้นดิน (In-Land Logistics) เช่น คลังและลานวางตู้สินค้า ท่าเรือบก (Dry Port) การขนส่งแลกระจายสินค้าในประเทศ ภายในต้นไตรมาส 2 ของปีนี้ บริษัทฯ มองโอกาสขยายเครือข่ายโลจิสติกส์ในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อขยายการให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางอากาศ (Air Freight) และทางเรือ (Sea Freight) เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งให้ครบทุกรูปแบบ ทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศและทางราง (Multimodal Transport)

ขณะที่ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ในประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการเป็นฐานการผลิตสินค้าในภาคอุตสาหกรรมและศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งนโยบายการพัฒนาโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ EEC ของรัฐบาล ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจหลักทุกกลุ่ม บริษัทฯ มีแผนลงทุนเพิ่มเติมเพื่อขยายจำนวนรถ จำนวนเที่ยวและพื้นที่การให้บริการการขนส่งและกระจายสินค้าให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นทั้งภายในประเทศและขนส่งข้ามแดน รอบรับการขยายตัวของธุรกิจขนส่งสินค้า ธุรกิจศูนย์กระจายสินค้าเคมีภัณฑ์ (JCS) อยู่ระหว่างการติดตั้งชั้นวางเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บสินค้าได้อีกกว่า 1.5 เท่า นอกจากนี้ อยู่ระหว่างลงทุน Self-Storage หรือห้องเก็บของให้เช่าส่วนตัวในย่านใจกลางเมืองอีก 2 แห่ง ในทำเลสามย่านและสาทร เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่ม B2C

ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JWD กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีความพร้อมด้านฐานะการเงินหลังจากเมื่อปลายปีที่ผ่านมาได้ระดมทุนโดยการขายสินทรัพย์ให้กองทรัสต์ AIMIRT กว่า 1,000 ล้านบาท และในปีนี้มีแผนระดมทุนเพิ่มเติมโดยจะนำห้องเย็นในย่านสุวินทวงศ์อีก 2,800 ตารางเมตร เสนอขายให้แก่กองทรัสต์เพิ่มเติม รวมถึงอาจใช้วิธีระดมทุนอื่น ๆ เช่น การออกหุ้นกู้ เพื่อนำมาใช้ขยายธุรกิจและรักษาอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

“เราต้องการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้จะเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรตามสัดส่วนการลงทุนธุรกิจห้องเย็นในอินโดนีเซีย และยังมีธุรกิจคลังสินค้าและห้องเย็นที่ลงทุนในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะส่งผลดีต่อรายได้จากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเราตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 25% ภายในปี 2563” นายชวนินทร์ กล่าว