ข่าว

JWD โชว์ Q2 ทำรายได้ 760.1 ล้านบาท พุ่งขึ้น 31.6% หนุน 6 เดือนเติบโตเกินเป้า รับอานิสงส์ธุรกิจห้องเย็น-ขนส่ง-รับขนย้ายขยายตัวโดดเด่นครึ่งปีหลังเตรียมรับรู้รายได้และส่วนแบ่งกำไรเพิ่มจากการลงทุนในต่างประเทศ

Back10 สิงหาคม 2561

บมจ.เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ หรือ JWD ผู้นำธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์อย่างครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน โชว์ผลงาน Q2/61 ทำรายได้พุ่ง 760.1 ล้านบาท เติบโต 31.6% รับปัจจัยธุรกิจห้องเย็น ขนส่งสินค้าและรับขนย้ายขยายตัวโดดเด่น หนุนภาพรวมผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกปีนี้ อยู่ที่ 1,414.7 ล้านบาท เติบโตเกินเป้า ขณะที่ครี่งปีหลังเตรียมรับรู้รายได้จากการเข้าลงทุนธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสในไต้หวันเต็มไตรมาส และรับรู้ส่วนแบ่งกำไรหลังเพิ่มสัดส่วนลงทุนในบริษัท PPSEZ และ Bok Seng ในกัมพูชาเป็นที่เรียบร้อย มั่นใจช่วยรักษาอัตราเติบโตที่โดดเด่น พร้อมส่งซิกรายได้เดือน ก.ค.ที่ผ่านมาขยายตัวได้ดี

ดร.เอกพงษ์ ตั้งศรีสงวน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD ผู้นำธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์อย่างครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน (Total Logistics Solutions Provider) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 2/61 (เมษายน.-มิถุนายน 2561) สามารถทำรายได้เติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีรายได้จากการให้เช่าและบริการ อยู่ที่ 760.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้จากการให้เช่าและบริการ 577.8 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 48.7 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริษัททำรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นสามารถชดเชยค่าเช่าทรัพย์สินจากกองทรัสต์จำนวนประมาณ 12 ล้านบาทต่อไตรมาสได้

ปัจจัยการเติบโตมาจากธุรกิจ 3 กลุ่มที่ขยายตัวอย่างโดดเด่น ได้แก่ 1.ธุรกิจห้องเย็น มีรายได้ 151.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการเช่าพื้นที่รวมทุกทำเล ณ สิ้นไตรมาส 2/61 อยู่ที่ 87.8% โดยเฉพาะห้องเย็นที่อำเภอมหาชัย มีอัตราเช่าพื้นที่มากกว่า 90% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นธุรกิจห้องเย็นไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นเป็น 40.1% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 30.4% 2.ธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้า มีรายได้ 122.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีปริมาณงานเพิ่มขึ้นในการขนส่งทุกประเภท และ 3.ธุรกิจรับขนย้าย มีรายได้ 80.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปัจจัยได้งานทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น ส่วนธุรกิจคลังสินค้าอันตรายและคลังสินค้าทั่วไป มีรายได้เติบโตดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเช่นกัน รวมถึง JWD ยังเริ่มรับรู้รายได้หลังจากเข้าถือหุ้น 60% ในบริษัท Chi Shan Long Feng Food Co., Ltd. (CSLF) ผู้ให้บริการด้านอาหาร (Food Service) ในประเทศไต้หวัน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ขณะที่ภาพรวมผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-มิถุนายน 2561) มีอัตราเติบโตสูงกว่าเป้าหมาย โดยมีรายได้จากการให้เช่าและบริการรวมทั้งสิ้น 1,414.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้จากการให้เช่าและบริการรวม 1,150.6 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่จะเติบโต 7-10% ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 90.4 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

“เราทำรายได้ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาได้ดีกว่าเป้าหมาย บวกกับเริ่มรับรู้รายได้จากการควบรวมกิจการและเข้าถือหุ้นในกิจการต่างประเทศ เช่น ธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสในไต้หวัน, การเข้าถือหุ้นในบริษัท Adib Cold Logistics หรือ ACL ที่ดำเนินธุรกิจห้องเย็นและขนส่งในอินโดนีเซีย สะท้อนถึงการนำเงินไปใช้ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทฯ สร้างรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเช่าทรัพย์สินจากกองทรัสต์ AIMIRT ได้เร็วกว่าที่คาดไว้” ดร.เอกพงษ์ กล่าว

นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JWD กล่าวว่า บริษัทฯ มั่นใจภาพรวมรายได้ในครึ่งปีหลังยังเติบโตได้ดีต่อเนื่อง จากจะเริ่มรับรู้รายได้เต็มไตรมาสจากการลงทุนใน CSLF ตั้งแต่ไตรมาส 3/61 เป็นต้นไป และเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้น หลังจาก JWD เพิ่มสัดส่วนถือหุ้นใน Phnom Penh SEZ Plc. (PPSEZ) ที่ดำเนินธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กัมพูชาเป็น 14.61% จากเดิม 5.18% และเข้าถือหุ้น 40% ในบริษัท Bok Seng PPSEZ Dry Co., Ltd (Bok Seng) เพื่อรับสิทธิ์บริหารจัดการสถานีบรรจุและแยกสินค้า ธุรกิจคลังสินค้าและให้บริการขนส่งในเขตนิคมฯ พนมเปญเป็นที่เรียบร้อย

ขณะที่การดำเนินธุรกิจหลัก อาทิ ธุรกิจห้องเย็น ให้บริการขนส่งสินค้า รับขนย้าย มีแนวโน้มทำรายได้ที่ดีเช่นกัน โดยภาพรวมรายได้ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมามีอัตราเติบโตที่น่าพอใจ นอกจากนี้ JWD สามารถลดค่าใช้จ่ายจากการเช่าเครื่องจักรเพื่อขนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ โดยสั่งซื้อเครื่องจักรดังกล่าวเข้ามาใช้งานเองเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลต่อภาพรวมอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น